โลกวิไลซ์

” โลกวิไลซ์ “ Brave New World เป็นนวนิยายแนวดิสโทเปีย ที่เขียนโดย อัลดัส ฮักซเลย์ ในปี พ.ศ. 2475

เนื้อเรื่องกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีการสืบพันธุ์, สุพันธุศาสตร์, และการควบคุมจิตใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่โด่งดังและเป็นที่จดจำได้มากที่สุดของฮักซเลย์ ฉบับพิมพ์ใหม่เป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า โลกที่เราเชื่อ

ชื่อเรื่อง Brave New World มาจากคำพูดของมิแรนดา หนึ่งในตัวละครเอกในบทละครเรื่อง “พายุพิโรธ” (The Tempest)

โดยวิลเลียม เชกสเปียร์ “O brave new world, That has such people in it!”…

” เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย “

 

เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย เป็นนวนิยายแฟนตาซีเล่มที่ห้า ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายในหนังสือชุดเพอร์ซีย์ 1412 ประพันธ์โดย ริก ไรออร์แดน ขายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2552

เพอร์ซีย์ แจ็กสัน และพองเพื่อนเตรียมรับมือกับการต่อสู้ในสงครามระหว่างมหาเทพกับเหล่าไททันเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้ว่าฝ่ายเทพโอลิมปัสจะมีเพียงฮาล์ฟบลัดซึ่งมีกองกำลังน้อยนิดและอ่อนแอเสียเหลือเกิน แต่พวกเขาก็พร้อมรบจนตัวตาย ไททันเตรียมความพร้อมในการหวนคืนสู่อำนาจได้เป็นผลสำเร็จแล้ว จ้าวแห่งยักษ์ไททันผู้ควบคุมกาลเวลาออกนำทัพเอง ร่วมด้วยอสุรกายมากมาย ยักษ์ไททันตนอื่นๆ และเหล่ามนุษย์กึ่งเทพแปรพักตร์ ในค่ายฮาล์ฟบลัดมี ‘สปาย’ คอยให้ข่าวความเคลื่อนไหวแก่ศัตรู ท่ามกลางเพื่อนพ้องที่ร่วมฟันฝ่ามาด้วยกัน นี่คือศึกสุดท้ายของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน เดิมพันด้วยการล่มสลายของอารยธรรม วันแห่งคำพยากรณ์บทใหญ่ เขาจะเป็นผู้พิทักษ์หรือทำลายโอลิมปัส

ชื่อเรื่อง เทพองค์สุดท้ายกล่าวถึง นุ ผู้ซึ่งเป็นผู้เฉลยให้แก่เพอร์ซีย์ในการสนทนาในหนังสือเล่มนี้

แหล่งที่มา  wikipedia

 …

” จินตนาการไม่รู้จบ “

” จินตนาการไม่รู้จบ ” The Neverending Story

จินตนาการไม่รู้จบ

” จินตนาการไม่รู้จบ ” เป็นนวนิยายแฟนตาซีของ มิชาเอล เอนเด้ ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. 1979 ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย ราล์ฟ แมนเฮม ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1983 ต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ทั้งหมด 3 ภาค โดยในภาคที่มีความใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุดคือภาคแรก ซึ่งได้นำชื่อหนังสือมาใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ได้นำออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1984 กำกับโดย โวล์ฟกัง ปีเตอร์เซน นอกจากนี้ยังได้มีการ

ดัดแปลงเป็นมินิซีรีส์เมื่อปี ค.ศ. 2001

เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในดินแดนที่มีชื่อว่า แฟนตาสติกา (Fantastica) หรือในฉบับภาพยนตร์เรียกว่า แฟนตาเซีย (Fantasia) ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของยุวจักรพรรดินี ที่มีลักษณะเหมือนเด็ก ซึ่งกำลังประชวรอยู่ และโลกแห่งนี้กำลังถูกทำลายลงด้วย “ความว่างเปล่า” ซึ่งเกี่ยวพันกับอาการประชวรของพระองค์ ยุวจักรพรรดินีจึงขอร้องให้อัทเทรอูไปตามหาคนมาช่วย ซึ่งเรื่องราวการผจญภัยทั้งหมดได้ถูกอ่านโดยบาสเตียนเด็กชายจาก

โลกอันแท้จริง ซึ่งกำลังอ่านหนังสือจินตนาการไม่รู้จบอยู่ และได้ค้นพบว่าตัวของเขาเองนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในหนังสือนี้ด้วย

 

การแปลเป็นภาษาไทย แปลโดย รัตนา รัตนดิลกชัย จัดพิมพ์ในไทยครั้งแรกโดย สำนักพิมพ์เรไร ปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันได้มีการจัดทำรูปเล่มใหม่เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้นโดยใช้หมึกสองสี เพื่อแยกเรื่องราวระหว่างโลกในจินตนาการกับโลกของความเป็นจริง จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน ปี พ.ศ. 2554

ผลงานของ มิชาเอล เอนเด้ มีจุดเด่นในการอธิบายสิ่งปกติธรรมดาที่เราพบเจออยู่ทุกวัน แต่ถูกละเลยและให้ความสำคัญผิดไป โดยใช้เด็กที่ถูกโดดเดียวจากสังคมเป็นตัวเดินเรื่อง หนังสือจะให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าการที่เราอยู่ในโลกที่จินตนาการเหือดหาย ต้องคอยแข่งขันกับคนอื่นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางสังคมของเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ หนังสือจะให้เราฉุกคิดกับสิ่งที่เราหลงลืม ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเรา

บอกว่าเราจะอยู่ในโลกของความจริงด้วยความรู้สึกลวงๆ หรือจะค้นหาความปรารถนาที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในจิตใจเรา

หนังสือจะนำพาเราสู่โลกของจิตใจที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองตามความปรารถนา แต่ทุกความปรารถนานั้นมีราคาเป็นความทรงจำของเราในโลกอันแท้จริง หนังสือจะนำเสนอเรื่องราวสลับกันไปมาระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกแห่งจินตนาการ เมื่ออยู่ในโลกของความจริงก็จะพูดถึงการสูญเสียตัวตนไปกับกระแสสังคม เมื่ออยู่ในโลกของจินตนาการก็จะพูดถึงการสูญเสียตัวตนไปจากความเป็นจริง หนังสือจะทำให้เราเข้าใจความจริงของ

โลกทั้งสองด้าน ว่าโลกทั้งสองนั้นมีความสัมพันธ์ร้อยเรียงเข้าหากันเหมือนกับงูสองตัวที่ต่างงับหางของอีกฝ่าย ซึ่งนั้นคือสัญลักษณ์ของออรีนเครื่องรางที่เป็นตัวแทนของยุวจักรพรรดินี…

เดรัจฉานแห่งนานกิง นิยาย The Devil of Nanking

เดรัจฉานแห่งนานกิง จากผู้เขียน Mo Hayder

เดรัจฉานแห่งนานกิง ฟิล์มบันทึกภาพการสังหารหมู่ที่เมืองนานกิงในตอนสงครามโลกครั้งที่สองหายสาบสูญไปกว่าครึ่งศตวรรษ กระทั่งมีคนเจอมันอยู่ในกรุงโตเกียว เช้าใจกันว่าฟิล์มถ่ายรูปม้วนนั้นเก็บความลับบางสิ่งบางอย่างที่อาจกลับใบหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล “เกรย์” นักศึกษาสาวชาวอังกฤษผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ ดั้นด้นมายังกรุงโตเกียวเพื่อเจอกับ “ฉื่อชงหมิง” ชายชราชาวจีนซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ครอบครองฟิล์มถ่ายรูปที่ว่า เขาปฏิเสธทันทีว่าไม่รู้เรื่อง แต่จู่ๆก็เปลี่ยนใจจะมอบฟิล์มถ่ายรูปให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับของอะไรบางอย่างของที่เธอต้องไปเอามาจากใครบางคนที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในประเทศญี่ปุ่นภารกิจของเกรย์ก็เลยเริ่มขึ้นพร้อมๆกับที่ความลับแห่งอดีตกาลรวมทั้งปัจจุบันนี้กำลังจะเปิดเผย แต่ยิ่งเธอเข้าใกล้ความจริงมากเท่าไหร่ อันตรายก็ยิ่งคืบใกล้เข้ามามากเท่านั้น ดูเหมือนเธอจะเข้าไปปลุก “ความเดรัจฉาน” ที่หลับใหลมานานหลายสิบปีให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง…ความวิปริตที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้…

ฮีโร่ของไทย “อินทรีแดง”

บทประพันธ์ซูเปอร์ฮีโร่ฉบับไทยของ เศก ดุสิต  “อินทรีแดง”

อินทรีแดง ถือเป็นบทประพันธ์ซูเปอร์ฮีโร่ฉบับไทยของ เศก ดุสิต โดยมีตัวเอกคือ อินทรีแดง หรือ โรม ฤทธิไกร บทประพันธ์เรื่องนี้ เศก ดุสิตได้เริ่มเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2498

โดยได้แนวความคิดจากภาพยนตร์ของ ร็อก ฮัตสัน ชื่อเรื่อง Captain Lightfoot ในภาพยนตร์เล่นเป็นตีนแมว ที่มีอุดมการณ์ คอยช่วยเหลือผู้อื่น ที่ใส่หน้ากากสีแดง

จึงสร้างเป็นเนื้อเรื่องในทำนองเดียวกัน โดยใช้เป็นนกอินทรีเพราะเป็นนกที่มีอำนาจ บินได้สูงสุด ใครก็บินไม่สูงเท่านกอินทรี มีความยิ่งใหญ่

โดยนำเรื่องราวในสมัยนั้นมาผูกเข้ากับสภาพปัญหาทางสังคม ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกฎหมาย เอื้อมไม่ถึง บทประพันธ์ ของ เศก ดุสิต

เขียนขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2498-2513 บทประพันธ์ได้รับความนิยมจากนักอ่านอย่างมาก

บทประพันธ์เรื่องนี้ได้นำมาสร้าง เป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์อยู่หลายครั้ง โดยครั้งแรก รังสรรค์ ตันติวงศ์ และประทีป โกมลภิส

เตรียมสร้างภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ต่อจาก ชาติเสือ ให้มิตร ชัยบัญชา แสดง ระหว่างนั้น มิตร ชัยบัญชา ได้อ่านนิยายเรื่อง อินทรีแดง ที่บ้านรังสรรค์ ตันติวงศ์

จึงชอบและแจ้งความจำนงค์ว่าต้องการแสดงเป็นอินทรีแดง เพราะมีสองบุคลิก เมื่อผู้สร้างและผู้กำกับเห็นความตั้งใจของพระเอ

ก จึงตัดสินใจพามิตร ชัยบัญชา ไปพบ เศก ดุสิต เพื่อขอซื้อนิยายอินทรีแดง ตอน จ้าวนักเลง

ให้มิตร ชัยบัญชา รับบทอินทรีแดงครั้งแรก กับภาพยนตร์เรื่อง จ้าวนักเลง ออกฉายครั้งแรกวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2502 ทำรายได้เกินล้านบาท ซึ่งทำให้มิตร ชัยบัญชามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว นับตั้งแต่นั้นมา

แหล่งที่มา  th.wikipedia

 …

สายลับแห่งความดี จากนักเขียน Joseph Conrad

สายลับแห่งความดี ยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

สายลับแห่งความดี :เป็นตอนที่ความยากไร้กำลังแผ่กระจายไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เป็นจักรวรรดิเรืองอำนาจ แนวความคิดต่อต้านรัฐบาลที่นิยมกระจายตัวออกไปมาก ชนชั้นใช้แรงงานอุตสาหะรวมกลุ่มเรียกร้องชีวิตที่ดียิ่งขึ้น อังกฤษซึ่งในเวลานั้นยังมองทวีปยุโรปว่าเป็นส่วนที่แตกต่างไปจากตน เปลี่ยนเป็นตรงนี้แนวความคิดโค่นล้มทุนนิยมแพร่เข้ามาถึง กรุงลอนดอน โดยผ่านสถานเอกอัครราชทูตชาติมหาอำนาจแห่งหนึ่ง สายลับกลายเป็นเครื่องมือเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นบนพื้นฐานของการต่อสู้ของแนวความคิดทางสังคมที่เป็นจริงในสมัยนั้น การแทรกซึมบ่อนทำลายล้วนเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดขึ้นในประวัติศาสตร์ช่วงต่อมา ข้อคิดที่สำคัญจากหนังสือเล่มนี้เป็น สังคมในโลกใบนี้เป็นสถานพยาบาลที่ผู้อดทนควรจะช่วยเหลือผู้อ่อนแอ หรือมันได้กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่ผู้อ่อนแอกว่าต้องถูกทำลายล้างให้หมดสิ้น?

“สายลับแห่งความดี” เป็นนวนิยายที่คอนราดเขียน โดยแตกต่างกับหลายๆเรื่องที่เขามักเขียนเรื่องเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในทวีปเอเชียและก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสายลับ

ในสมัยจะวรรดินิยมรุ่งเรือง มีการกดขี่อย่างรุนแรงอยู่หลายๆประเทศ ประชาชนมักไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพสักเท่าไหร่บนพื้นฐานปกติที่ควรจะได้ควรมี ทำให้เกิดองค์กรไม่ว่าจะในประเทศ หรือบางทีอาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศเข้ามาปลุกระดมแนวความคิดของการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม…

ทวิภพ วรรณกรรมแนวข้ามภพข้ามชาติ

คิดจะข้ามภพข้ามชาติคิดถึง ทวิภพ

ทวิภพ หากมีการพูดถึงวรรณกรรมแนวข้ามภพข้ามชาติ นวนิยายเรื่อง ของทมยันตี คงเป็นเรื่องแรกๆ ที่คนทั่วไปนึกถึง ทวิภพ ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี 2530 หลังจากนั้นมีการพิมพ์ออกมาอีกมากกว่าสิบครั้ง และยังมีการดัดแปลงไปเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์อีกหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือภาพยนตร์ของสุรพงษ์ พินิจค้า ที่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า ทวิภพ เหมือนกับนวนิยายต้นฉบับ แต่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Siam Renaissance (2547)

ทวิภพ เป็นเรื่องราวของมณีจันทร์ สาวสมัยใหม่ที่คล่องแคล่วและเก่งกล้า วันหนึ่งมณีจันทร์ซื้อกระจกมาจากร้านขายของเก่า และค้นพบในภายหลังว่ากระจกบานนั้นสามารถพาเธอย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ ทมยันตีทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่ามณีจันทร์มีภารกิจอันใหญ่หลวงที่ทำให้เธอต้องเดินทางย้อนกลับไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 แม้แต่นักวิจารณ์หลายท่านก็เห็นพ้องเช่นนั้น นัทธนัย ประสานนาม กล่าวเป็นต้นว่า “มณีจันทร์ย้อนเวลากลับไปเพื่อ ‘มีส่วนร่วม’ ในอดีต” กล่าวคือ “เพื่อให้ได้ใช้ความสามารถในการเจรจากับชาวต่างชาติ และการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่พระยอดเมืองขวาง ผู้ถูกลงโทษทั้งที่มีเจตนาจะรักษาบ้านเมือง”

แต่ทั้งนี้ผู้เขียนอยากจะเสนอว่า หากอ่านนวนิยายเรื่องนี้ดีๆ จะพบว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่ามณีจันทร์ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือได้ช่วยกอบกู้ชาติไทยจากการเอารัดเอาเปรียบจากตะวันตกเลย ดังนั้นหากเราเชื่อว่ามณีจันทร์เดินทางข้ามภพข้ามชาติได้จริง เราคงต้องสรุป ว่าเธอย้อนเวลากลับไปเพียงเพื่อแต่งงานกับคุณหลวงอัครเทพวรากร พระเอกของเรื่องเท่านั้น แต่หากเรากล้าที่จะตั้งคำถามว่ามณีจันทร์ย้อนเวลาได้จริงหรือไม่ เราอาจพบว่า ทวิภพ เป็นเพียงเรื่องราวของผู้หญิงหลงตัวเองคนหนึ่ง ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งจ้องมองเงาตัวเองในกระจกและเพ้อฝันไปต่างๆ นานาโดยไม่ได้เดินทางย้อนยุคย้อนเวลาไปไหนเลย……